วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

แ(พ้)ยัญชนะ


ความรู้สึกว่าแพ้เกิดขึ้นล่าสุดกันเมื่อไหร่ครับ สำหรับผมมันเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์
ที่ผ่านมานี่เอง  รางวัลเกียรตินิยมวรรณศิลป์  ถูกประกาศผลออกมาแล้วหลังจากเฝ้ารอมาแรมปี 
อย่างว่าล่ะครับ  เรื่องสั้น“พาหุรัด”ที่ผมส่งไป  ตกรอบสุดท้ายอย่างน่าอนาถ
.
.
.
“อีกแล้ว...แพ้อีกแล้ว”  ประโยคที่โคตรจะซ้ำซาก  ที่แม้จะเบื่อมันมากแต่ก็พล่ามออกมาทุกที 
หลายปีกับเรื่องสั้น  21 เรื่อง ที่ไม่เคยมีคนซื้อ  ไม่เคยถูกตีพิมพ์  และไม่เคยมีใครอ่าน
“เศร้าว่ะ  นี่กูเสียเวลาวันละหลายชั่วโมงต่อวันไปกับอะไรวะ?
.
.
.
ประจวบเหมาะกับเมื่อไม่นานมานี้  กีฬาซีเกมส์เพิ่งจะปิดฉากลง
ในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรหญิง  ที่ขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น จนต้องตัดสินด้วยภาพถ่าย
การแข่งขันที่ช่องว่างวินาทีระหว่างคนสองคน  ห่างกันไม่ถึง 0.01 มิลลิเมตร
เสี้ยวของเวลาเพียงแค่นั้นกลับมากพอที่จะทำให้คนทั้งสนาม  แยกแยะออกได้ว่าใครคือผู้แพ้  ผู้ชนะ
และใครควรจะเป็นคนที่พวกเขาปรบมือให้
.
.
.
ทว่านั่นกลับไม่จริงเลยในมุมมองของนักวิ่ง ทีมวิทยาศาสตร์การกีฬาของสหรัฐเคยทดลอง
จับเวลาของนักวิ่งที่วิ่งในลู่เปล่าๆกับวิ่งแบบมีคู่แข่งดู  เมื่อเปรียบเทียบกันผลออกมาปรากฏว่า  
การได้วิ่งกับคู่แข่งจะทำเวลาได้เร็วกว่านิดๆ  ยิ่งคู่แข่งที่ขนาบข้างวิ่งเร็วเท่าไหร่ 
 ตัวนักกีฬาก็จะทำเวลาได้ดีขึ้น
.
.
.
เวลาเราดูถ่ายทอดสดการแข่งขันวิ่ง  สังเกตไหมว่าบรรดาผู้ชนะทั้งหลาย
มักจะอยู่ลู่กลางเสมอ  (ลู่  สี่  ห้า  หก  แถวๆนี้) 
ว่ากันว่าเป็นเพราะเวลาที่ทำไว้ในรอบจัดอันดับ 
บางคนว่าเป็นเพราะมุมกล้องที่เอื้อในการถ่ายทอดออกโทรทัศน์
แต่สำหรับผม... 
ผมว่า...เพราะลู่กลางมันทำให้เห็นคู่ต่อสู้ที่ขนาบข้างได้ชัดเจนที่สุดต่างหาก
.
.
.
ชัยชนะจะยิ่งใหญ่แค่ไหน  ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนแพ้ 
ในช่วงท้ายของการแข่งขัน  ภาพที่น่าจดจำไม่แพ้พิธีการรับเหรียญ
ก็คือ  ภาพของการจับมือและสวมกอดกันของผู้แพ้และคนชนะ
 “สปิริต”  คือนิยามที่ใครต่างก็ใช้เรียกขานสิ่งนั้น
แต่บางทีแชมป์อาจจะใช้มันเพื่อ  “ขอบคุณ”  ซะมากกว่า
.
.
ที่กล่าวมานั้นคือคุณค่าของผู้แพ้  ทว่า!
.
.
ชีวิตจริงกับซีเกมส์นั้นต่างกันนัก  ซีเกมส์เลิกแข่งแล้ว แต่เรายังไม่เลิก
“คอรัปชั่นคือมายากล  สังคมสอนให้คนแก่งแย่งแข่งขัน”  ท่อนหนึ่ง
จากเนื้อเพลง บัวผัน  ของวงคาราบาว 
เป็นไปได้ไหมที่เราจะลองหยุดแข่งขันดูบ้าง...
แข่งกับการหานู่นหานี่มาเติมเต็ม  ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
.
.
.
กีฬาเขาแข่งกัน 12 วันแล้วก็เลิก  จัดอีกทีก็ตั้ง 2 ปีครั้ง 
ส่วนเราแม่งแข่งมันทั้งชีวิต!
จัดมันทั้ง 12 เดือน ปีชนปีไม่มีเว้น
ไม่พักเหรอ   ไม่เหนื่อยเหรอ   
และที่สำคัญมึงไม่คิดจะหยุดไปฝึกซ้อมให้มันเก่งขึ้นบ้างหรือไง?
.
.
.
ผมมองเห็นตัวเอง  เมื่อตอนตกรอบใหม่ๆ
ผมพยายามเขียนๆๆๆ แล้วก็ส่งๆๆๆ  ยิ่งเขียนยิ่งเก่งผมคิดแบบนั้น
แต่ก็ตกรอบมันตลอด... 
สิ่งนี้ล่ะที่ซีเกมส์ได้สอนผม  พักไปซ้อมบ้าง  2 ปีข้างหน้าค่อยเจอกันใหม่
ไปหาประสบการณ์  เปิดสมองลองผิดลองถูกดูบ้าง
.
.
.
ซึ่งพอถึงตอนนั้น  ไม่แน่หากโชคดีผมอาจจะได้สตาร์ทในลู่ตรงกลาง
และต่อให้ขนาบข้างเป็นนักเขียนมืออาชีพ  ที่มีหนังสือวางขายมาแล้ว
หลายต่อหลายเล่ม  ผมก็ไม่หวั่น
.
.
.
(คนลู่กลางไม่ค่อยแพ้!)
...
แต่ถ้าหากว่าเสือกแพ้  ยังไงซะตอนพิธีรับเหรียญมันก็ต้องแสดง (สปิริต!

ให้กับความเก่งขึ้นของผมอยู่ดีล่ะว้าาา!


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น