วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

“วัคซีนในฝัน”


          บ้านของหนูมีฐานะยากจน  พ่อเฝ้าบอกกับหนูเสมอว่า “ให้อดทน ถ้าเราประหยัดเราก็จะมีอย่าง
คนอื่นเขาได้”  หนูไม่เคยเข้าใจในสิ่งที่พ่อพูดเลยสักครั้ง  เงินค่าขนมหนูก็ใช้น้อยกว่าเพื่อนคนอื่น  
เสื้อผ้าชุดนักเรียนหนูก็ได้มาจากการรับบริจาค หนูประหยัดอย่างที่พ่อบอก 
อย่าว่าแต่ใกล้เคียงเลยมันกลับไม่เฉียดกับความเป็นจริงเลยสักนิด จะกี่เช้ากี่เย็นหนูก็เห็นแต่พ่อ
ก้มหน้าทำงานง๊อกๆ เหงื่อหยดติ๋งๆ 
กินข้าวทีก็โรยรินเพราะว่าอิ่มน้อยกว่าอด 
.
.
.
“ท่านเทวดา ถ้าท่านมีจริงได้โปรดเถอะ โปรดช่วยพวกเราด้วย อย่าให้พวกเราต้องจนไปตลอดกาล
อย่างนี้เลย”

“ความจนก็เหมือนกับโรคร้าย  มันเกิดขึ้นกับใครก็ได้  แล้วถ้ารักษามันไม่หาย...ม่านชีวิตฉากสุดท้าย
อาจจะเป็นเปลือกตาที่เรากระพริบมันอยู่”
.
.
.

            คงเป็นประมาณนี้ล่ะมั้งถ้าหนูจะฝัน  “ฝันกับความจริงต่างกันที่การลืมตา”  
คุณวินทร์ เลียววาริณ เขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง หนูอ่านแล้วชอบมาก เวลาพูดถึงความฝัน
คนเราทุกคนมักจะคิดถึงอะไรที่มันยิ่งใหญ่ ,เว่อร์ อลังการ, เพอร์เฟค แต่สำหรับหนู 
หนูเริ่มต้นจากการหลับตาแล้วก็นึก...... เพียงเท่านั้นแหล่ะเสียงท้องของหนูมันก็ร้องขึ้นมา
สถาปนาตัวเองกับความเงียบในสมาธิ  ใช้แล้ว...เพราะหนูจนไง บ้านเราไม่มีอะไรจะกินอยู่แล้ว 
พ่อเองก็หาเช้ากินค่ำ ตังค์จ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าเช่าบ้านไป  ก็ไม่เหลืออะไรจะเก็บแล้ว  
จะมีให้เก็บก็แค่ผักตำลึงริมรั้วกับผักบุ้งหลังส้วมเท่านั้นแหล่ะที่พวกเราพอจะหาได้  พอให้ใช้ประทังชีวิต  
.
.
.

           หนูไม่ต้องคิดอะไรมากมายเลย วัคซีนในฝันของหนูก็คือวัคซีนที่ฉีดเข้าไปแล้วเลิกจนยังไงล่ะ
อันดับแรกเลยในเมื่อหน้ากระดาษนี้คือ area ของความฝัน  ดังนั้นหนูจะทำอะไรกับมันย่อมไม่มีความผิด 
หนูจะเปลี่ยนมันเป็นที่ดินแถวรัชดาแล้วสร้างคอนโดหรูใส่ลงไปก็ได้  
หรือหนูจะเปลี่ยนมันเป็นสนามเด็กเล่นให้พวกผู้ใหญ่คลั่งทุนนิยมได้เล่นสนุกกับอำนาจ 
ได้ปั้นดินปั้นดาวยกระดับฐานะทางสังคมให้กับตนเองอย่างเป็นที่เป็นทางก็ไม่ได้ขัดสน  
แต่หนูเลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น สิ่งที่หนูจะทำก็คือ

ขอให้หนูได้เป็นเทวดาเองสักวันเถอะ  เพราะถ้าขืนมัวแต่รอให้ท่านมาช่วย 
สู้ไปขอปืนใหญ่จากกรุงศรีฯมาช่วยชาวบ้านบางระจันรบยังจะง่ายซะกว่า!   


           พอหนูได้อำนาจของเทวดามาแล้ว ไม่รอช้า หนูก็จะดลบันดาลให้ทุกคนบนโลกใบนี้กลายเป็นคนจน
ให้หมดในทันที  ไหนๆ สัดส่วนของคนจนทั้งโลกก็เยอะกว่าคนรวยอยู่แล้วนี่  ดูอย่างประเทศไทยก็ยังมี
สถิติจากสภาพัฒน์ฯ ออกมาเลยว่า มีคนจนสูงถึง 5.08 ล้านคน  ที่น่าตกใจไปกว่านั้น!!
รายงานของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)ระบุว่า พบว่าคนจนกว่า 2,500 ล้านคน ทั่วโลก 
มีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 60 บาทเท่านั้น  

“จำได้ไหม?...น้าอายังจำได้ไหม?”  ประชาธิปไตยมันเป็นเรื่องของเสียงข้างมากไม่ใช่หรือ 
เวลาเลือกตั้งใครได้คะแนนมากกว่าก็เป็นผู้ชนะ นั่นคือกติกา แล้วในเมื่อโลกใบนี้มันก็มีคนจน
มากกว่าคนรวยก็ต้องใช้หลักการเดียวกัน จะมาว่าเทวดาอย่างหนูใช้อำนาจในทางมิชอบไม่ได้นะ  
.
.
.
          จนกันทั้งหมดนั่นแหล่ะดี! หนูล่ะไม่ชอบเลยจริงๆ ไอ้พวกคนรวยที่ชอบเอาเปรียบ 
บางคนรวยจนล้นฟ้าจะกินเผื่อโลกหน้าเลยหรือยังไงก็ไม่รู้ แถมยังใช้วิธีสกปรก โกงเขามาก็มี  
แล้วใครล่ะที่ถูกโกงก็พวกคนจนอย่างพ่อหนูนี่ไง... 
พวกเราเคยมีที่ดินเราเคยมีแหล่งทำกิน  แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งพวกคนรวยก็เข้ามาแอบอ้าง
กรรมสิทธิ์โดยใช้ช่องว่างทางกฎหมายยึดเอาที่ของเราไป  แล้วก็มาติดป้ายคิดค่าเช่ามหาโหด
แบบนี้พวกเราก็ตายน่ะสิ  
.
.
.
พวกคนรวยมักจะอ้างเสมอว่าคนจนอย่างพวกเราที่จนก็เพราะโง่  เพราะไม่มีความรู้  หรือไม่ก็ว่าพวกเรา
เป็นพวกขี้เกียจ ที่ไม่ยอมหนักเอาเบาสู้  ไม่รู้จักหา  ไม่รักษาให้ดี   ซึ่งหนูบอกเลยว่ามันไม่ใช่  
ไม่เคยมีแม้สักวันเดียวที่พวกเราจะนอนอยู่เฉยๆ  นั่งดูหนังในโรง  กินกาแฟแก้วละร้อย  ขับรถราคาแพง 
แต่งตัวแบรนด์โก้ๆ   เรามีความรู้เรามีทักษะชีวิตที่ได้รับถ่ายทอดมาแต่สมัยบรรพบุรุษ 
วิถีชีวิตและองค์ความรู้เหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราหวงแหน  พวกเราสู้กันจะตาย
แต่ที่ยังจนก็เพราะพวกคนรวยต่างหาก...! 
.
.
.

“เราไม่ได้จนเพราะว่าโง่หรือขี้เกียจ แต่เราจนเพราะเข้าถึงทรัพยากรไม่ได้”  
หนูเจ็บใจพวกคนรวยจริงๆ ทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าการกินเกินกว่าอิ่มจะทำให้แน่นท้อง
แล้วถ่ายท้องออกมาเป็น “ขี้”  ที่ทั้งเหม็นและสกปรก  แต่พวกคนรวยมันก็ยังทำ  
การโกงกันหน้าด้านๆ ก็คือสิ่งสกปรกในรูปแบบหนึ่ง 
หนูคิดว่าคงเพราะอย่างนั้นมั้งประเทศเราถึงมีคำว่า “ขี้โกง” เอาไว้ใช้ 
.
.
.
         ก็นั่นล่ะนะนี่มันแค่เรื่องของหนู ยังมีคนจนอีกเยอะบนโลกใบนี้ที่ถูกกระทำ ต้องตกเป็นผู้เสียหาย
ที่ไม่มีศาลตามกฎหมายที่ไหนรับฟ้อง  หนูจะไม่ยอมแน่ตราบใดที่ยังมีเทวดาประจำศาลพระภูมิ
อย่างหนูอยู่ 
คนจนในโลกนี้ต้องหมดไปในตอนนี้ทุกคนบนโลกต่างกลายเป็นคนจนหมดแล้ว  
ชนิดที่แม้แต่ขอทานยังใช้กระเป๋าตังค์ใบเดียวกันกับบิล เกตส์  
.
.
.
          แผนการต่อมาหนูก็จะทำการสุ่มเลือกคนมาคนหนึ่ง ด้วยอานุภาพแห่งความรัก
ทำให้หวยมาตกเอาที่พ่อของหนู  แล้วหนูก็จะเนรมิตให้พ่อของหนูเป็นเพียงชายคนเดียว
ในโลกที่เป็นคนรวย  ท่ามกลางคนจนปริมาณห่าฝน  
ความจนจะทำการทำลายล้างโลกใบนี้เพราะมันจะแทรกซึมเข้าไปถึง DNA 
กล่าวคือมันจะไม่จนแค่ 7,078 ล้านคนเท่าจำนวนประชากรโลก  แต่มันจะจนไปถึงลูกถึงหลาน
ถึงปลายน้ำของมวลมนุษยชาติ  สำหรับหนูแล้วส่วนหนึ่งมันคือการแก้แค้น  
อีกส่วนหนึ่งหนูเหลือมันไว้ให้กับความสมดุล  อดอล์ฟ ฮิตเลอร์  เคยกล่าวไว้ว่า
..
...

“ฉันสามารถฆ่าพวกยิวทุกคนบนโลกนี้ได้  แต่ที่ฉันเหลือพวกมันไว้ส่วนหนึ่งก็เพราะ
 ต้องการให้โลกรู้ว่า ทำไมฉันถึงต้องฆ่าพวกมัน”  
..
...

          หนูเองก็คิดแบบนั้น หนูรู้ว่าพ่อของหนูเป็นคนดี  ถ้าพ่อได้เป็นคนรวย 
พ่อจะเป็นคนรวยที่แตกต่างจากคนอื่น เป็นในสิ่งที่พ่ออยากจะให้มันเป็น  พ่อไม่เห็นแก่ตัว  
ไม่มีความโลภ หรือแสวงหาทรัพย์สมบัติอะไรเลย พ่อเริ่มสั่งสอนผู้คน เริ่มใช้ความรวยของพ่อ
ในทางสร้างสรรค์ สอนให้คนทำมาหากิน สอนให้คนรู้จักเพิ่มพูนรายได้ แล้วมันก็ค่อยๆ ได้ผล 
       คนจนจากทุกๆ มุมโลกค่อยๆ รวยขึ้น พวกเขาถ่ายทอดความรู้ต่อจากคนสู่คนจากรุ่นสู่รุ่น 
จากลูกสู่หลาน  ภายในเวลาไม่นานความจนก็หมดไปจากโลกได้อย่างเบ็ดเสร็จ  
โดยการใช้คนเพียงคนเดียว  เพราะอย่างนั้นถ้าจะมีวัคซีนที่ฉีดแล้วแก้จนได้จริงๆ  
หนูในฐานะของเทวดาก็จะเอาพ่อของหนูนี่แหล่ะ   จับใส่เข็มแล้วฉีดให้กับคนทุกคนในโลกแห่งความ
จริงมันซะเลย.... 



          แต่มันก็ไม่สามารถทำให้มันเป็นความจริงได้สินะ... เมื่อหน้ากระดาษของหนูกำลังจะหมด  
หนูกำลังจะสูญเสียพลังอำนาจของการเป็นเทวดาไป  ในขณะที่พวกคนจนกลับกำลังส้องสุมไพร่พล
เพื่อคิดจะต่อต้าน  ยังมีพวกคนจนบางกลุ่มที่ไม่ยอมง่ายๆ  หนูผิดเองที่ประมาทเกินไป
ในตอนนี้มีคนรวยผู้รู้มากเกินไป ทำให้พวกคนจนได้รับข้อมูลแบบสับสนจนเกิดการดื้อยา  
ถ้ามีพ่อหนูคนเดียวคงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้แน่  แย่แล้วแบบนี้แย่แน่ๆ คลังเก็บอาวุธไว้ใช้ต่อสู้
พ่อหนูก็ยังไม่มี ถึงรัฐบาลในประเทศจะอนุมัติให้สร้างแล้วก็เถอะ  ตัวหนูเองก็อ่อนแรงเกินกว่า
จะเนรมิตอะไรเพื่อแก้ไขได้  พวกคนจนกลับเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกทีๆ 
อ่ะ....หมดแล้ว! ไม่เหลือหน้ากระดาษให้ฝันต่อไปอีกแล้ว...!
.
.
.
 ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับเม็ดเหงื่อเต็มใบหน้า นี่เป็นฝันร้ายขั้นรุนแรงที่สุดในชีวิตของผมเลย 
 ซึ่งเทียบไม่ได้กับความโหดร้ายอันรุนแรงที่อยู่ตรงหน้าเลยสักนิด  ล่วงเลยมาจนถึงวันสุดท้าย
แต่เรียงความเรื่อง “วัคซีนในฝัน” 
กลับยังไม่ได้เขียนผมเองก็ได้แต่ขำกับตัวเองที่ถึงกับเอาข้อมูลไปฝันเป็นตุเป็นตะ  
.
.
.
ปัจจุบันนี้มันไม่มีแล้วล่ะสำหรับปัญหาในฝันแบบนั้น  ประเทศไทยเรามีโรงงานผลิตวัคซีนได้เองแล้ว  
แล้วก็มีสถาบันวัคซีนแห่งชาติ(องค์การมหาชน)ด้วย 
มีภาคีเครือข่ายมากมายที่จะเข้ามาดำเนินงานร่วมกันในทุกๆ มิติ ทั้งด้านการผลิต  วิจัย 
และการควบคุมดูแล  อาทิเช่น สภากาชาด , องค์การเภสัชกรรม , คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล 
, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ , องค์การอาหารและยา ฯลฯ 
.
.
.
เพราะฉะนั้นลืมไปได้เลยกับปัญหาที่บริษัทเอกชนต่างชาติผูกขาดการค้า 
และเอาปัญหาเรื่องการคุ้มทุนในการผลิตมาเป็นข้ออ้าง  ด้วยพันธกิจที่ว่า  “คุม” ควบคุมคุณภาพวัคซีน  
“สู้” เพื่อให้คนไทยได้มีวัคซีนใช้อย่างเพียงพอ “ลด” ลดการล้มเจ็บป่วยตาย  จึงรับประกันได้เลยว่า 
ประเทศไทยของเรากำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้องและมั่นคง  และถ้าหากประชาชนมี
สุขภาพที่ดีด้วยแล้วละก็อย่างน้อยๆ เราคนไทยทุกคนจะได้มีแรงในการช่วยกันขับเคลื่อน
ประเทศนี้ให้ก้าวไปข้างหน้าได้
.
.
.

เมื่อวัคซีนคือเชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ยา  แล้วนำมันกลับมารักษาโรคภัยให้ได้  
จะต่างอะไรกับอุปสรรรคปัญหาของประเทศ เศรษฐกิจ , การเมือง , สังคม  ถ้าของพวกนี้มันมีปัญหา 
ก็ทำไมไม่ลองทำให้มันอ่อนฤทธิ์ลงสักหน่อย  แล้วเอามันกลับมารักษาตัวมันเองดู  
ต่อให้มันจะใช้เวลาขนาดไหนก็ยังน่าที่จะลองดูมิใช่หรือ?
.. 
...
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้จะยังไม่มีวัคซีนที่ใช้รักษาโรคเอดส์และมาลาเรีย  และทุกวันนี้ก็ยังไม่มีวัคซีนที่ฉีดแล้ว
เลิกจน!  ได้จริงๆ  ผมก็ยังยินดีจะรอ...
.
.
.
เพราะ...... “ผม” ฝันของผมแบบนั้น
.
.

เพราะ..... “หนู” อยากให้มันเป็นจริง


แ(พ้)ยัญชนะ


ความรู้สึกว่าแพ้เกิดขึ้นล่าสุดกันเมื่อไหร่ครับ สำหรับผมมันเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์
ที่ผ่านมานี่เอง  รางวัลเกียรตินิยมวรรณศิลป์  ถูกประกาศผลออกมาแล้วหลังจากเฝ้ารอมาแรมปี 
อย่างว่าล่ะครับ  เรื่องสั้น“พาหุรัด”ที่ผมส่งไป  ตกรอบสุดท้ายอย่างน่าอนาถ
.
.
.
“อีกแล้ว...แพ้อีกแล้ว”  ประโยคที่โคตรจะซ้ำซาก  ที่แม้จะเบื่อมันมากแต่ก็พล่ามออกมาทุกที 
หลายปีกับเรื่องสั้น  21 เรื่อง ที่ไม่เคยมีคนซื้อ  ไม่เคยถูกตีพิมพ์  และไม่เคยมีใครอ่าน
“เศร้าว่ะ  นี่กูเสียเวลาวันละหลายชั่วโมงต่อวันไปกับอะไรวะ?
.
.
.
ประจวบเหมาะกับเมื่อไม่นานมานี้  กีฬาซีเกมส์เพิ่งจะปิดฉากลง
ในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรหญิง  ที่ขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น จนต้องตัดสินด้วยภาพถ่าย
การแข่งขันที่ช่องว่างวินาทีระหว่างคนสองคน  ห่างกันไม่ถึง 0.01 มิลลิเมตร
เสี้ยวของเวลาเพียงแค่นั้นกลับมากพอที่จะทำให้คนทั้งสนาม  แยกแยะออกได้ว่าใครคือผู้แพ้  ผู้ชนะ
และใครควรจะเป็นคนที่พวกเขาปรบมือให้
.
.
.
ทว่านั่นกลับไม่จริงเลยในมุมมองของนักวิ่ง ทีมวิทยาศาสตร์การกีฬาของสหรัฐเคยทดลอง
จับเวลาของนักวิ่งที่วิ่งในลู่เปล่าๆกับวิ่งแบบมีคู่แข่งดู  เมื่อเปรียบเทียบกันผลออกมาปรากฏว่า  
การได้วิ่งกับคู่แข่งจะทำเวลาได้เร็วกว่านิดๆ  ยิ่งคู่แข่งที่ขนาบข้างวิ่งเร็วเท่าไหร่ 
 ตัวนักกีฬาก็จะทำเวลาได้ดีขึ้น
.
.
.
เวลาเราดูถ่ายทอดสดการแข่งขันวิ่ง  สังเกตไหมว่าบรรดาผู้ชนะทั้งหลาย
มักจะอยู่ลู่กลางเสมอ  (ลู่  สี่  ห้า  หก  แถวๆนี้) 
ว่ากันว่าเป็นเพราะเวลาที่ทำไว้ในรอบจัดอันดับ 
บางคนว่าเป็นเพราะมุมกล้องที่เอื้อในการถ่ายทอดออกโทรทัศน์
แต่สำหรับผม... 
ผมว่า...เพราะลู่กลางมันทำให้เห็นคู่ต่อสู้ที่ขนาบข้างได้ชัดเจนที่สุดต่างหาก
.
.
.
ชัยชนะจะยิ่งใหญ่แค่ไหน  ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนแพ้ 
ในช่วงท้ายของการแข่งขัน  ภาพที่น่าจดจำไม่แพ้พิธีการรับเหรียญ
ก็คือ  ภาพของการจับมือและสวมกอดกันของผู้แพ้และคนชนะ
 “สปิริต”  คือนิยามที่ใครต่างก็ใช้เรียกขานสิ่งนั้น
แต่บางทีแชมป์อาจจะใช้มันเพื่อ  “ขอบคุณ”  ซะมากกว่า
.
.
ที่กล่าวมานั้นคือคุณค่าของผู้แพ้  ทว่า!
.
.
ชีวิตจริงกับซีเกมส์นั้นต่างกันนัก  ซีเกมส์เลิกแข่งแล้ว แต่เรายังไม่เลิก
“คอรัปชั่นคือมายากล  สังคมสอนให้คนแก่งแย่งแข่งขัน”  ท่อนหนึ่ง
จากเนื้อเพลง บัวผัน  ของวงคาราบาว 
เป็นไปได้ไหมที่เราจะลองหยุดแข่งขันดูบ้าง...
แข่งกับการหานู่นหานี่มาเติมเต็ม  ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
.
.
.
กีฬาเขาแข่งกัน 12 วันแล้วก็เลิก  จัดอีกทีก็ตั้ง 2 ปีครั้ง 
ส่วนเราแม่งแข่งมันทั้งชีวิต!
จัดมันทั้ง 12 เดือน ปีชนปีไม่มีเว้น
ไม่พักเหรอ   ไม่เหนื่อยเหรอ   
และที่สำคัญมึงไม่คิดจะหยุดไปฝึกซ้อมให้มันเก่งขึ้นบ้างหรือไง?
.
.
.
ผมมองเห็นตัวเอง  เมื่อตอนตกรอบใหม่ๆ
ผมพยายามเขียนๆๆๆ แล้วก็ส่งๆๆๆ  ยิ่งเขียนยิ่งเก่งผมคิดแบบนั้น
แต่ก็ตกรอบมันตลอด... 
สิ่งนี้ล่ะที่ซีเกมส์ได้สอนผม  พักไปซ้อมบ้าง  2 ปีข้างหน้าค่อยเจอกันใหม่
ไปหาประสบการณ์  เปิดสมองลองผิดลองถูกดูบ้าง
.
.
.
ซึ่งพอถึงตอนนั้น  ไม่แน่หากโชคดีผมอาจจะได้สตาร์ทในลู่ตรงกลาง
และต่อให้ขนาบข้างเป็นนักเขียนมืออาชีพ  ที่มีหนังสือวางขายมาแล้ว
หลายต่อหลายเล่ม  ผมก็ไม่หวั่น
.
.
.
(คนลู่กลางไม่ค่อยแพ้!)
...
แต่ถ้าหากว่าเสือกแพ้  ยังไงซะตอนพิธีรับเหรียญมันก็ต้องแสดง (สปิริต!

ให้กับความเก่งขึ้นของผมอยู่ดีล่ะว้าาา!