กูเสียใจล้วน!!..... โคตรแม่งมึง ไม่มีใครสนใจกูเลย แต่ก็นะเอาน่ายังจำกันได้อยู่ก็ยังดีล่ะแม้มันจะดูน่าสังเวทย์ชิบหายก็เถอะ
มันเป็็นอดีตไปแล้วครับหากจะถามว่าผมหายไปไหน ผมกลับมาทำไมถามแบบนี้ดูมีบารมีราศีจับเสดาะเคราะห์ปีชงมากกว่าเย๊อะ ช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมานี้เป็นอะไรที่ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ผมไม่รู้ห่าอะไรเลยว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ กับใึคร อย่างไร (6W1H กูเรียนมาเพิ่งได้ใช้ครั้งแรกก็คราวนี้แหล่ะ555) นั่นล่ะครับผมถ่างตาดูเอาเองว่าของพวกนั้นมันเป็นเรื่องส่วนตัว มันจะเอามาป่าวประกาศกันทำส้นตีนอะไรวะ มึงกินเหล้ากินเบียร์กูแดกเกลือแร่อยู่กับโคโยตี้กูไม่เห็นต้องโชว์เลย มึงขี่รถเก่งผ่อนเผื่อชาติหน้ากูนั่งรถไฟฟ้าผิดสาย กูต้องโทรไปฟ้องรักษาการชัชชาติไหม....?
กูว่าไม่ดีกว่าว่ะ เดี่ยวแกจะด่าว่ากู "อ่อนหัด!...มีความตั้่งใจแต่ก็อ่อนหัด" ระดับรัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปัฐพีแค่กูเขียนถึงเพียงหนึ่งบรรดทัด กูยังต้องฝึกกรรมฐานขั้นสูงอยู่เกือบสี่ปีเพื่อสื่อจิตไปขออนุญาตแกเลยนะโว่ย มันเป็นความพยายามที่เสียเปล่ามาก ทั้งไร้ค่าไร้ความหมายเรื่องนี้ก็เหมือนกันเรื่องส่วนตัวก็ควรเป็นเรื่องส่วนตัว ยุคนี้สมัยนี้ทำอะไรก็ต้องบอกให้โลกรู้กันก่อนกินที่ลับคายที่แจ้งแบบนี้มันก็ไม่ไหว มันเกิดอาการเ้อือมครับแบบว่าเอือม พฤติกรรมของประชากรโลกเปลี่ยนไปมากจริงๆ ตั้งแต่ Mark Zuckerberg เลิกตัดสินฟุตบอลพรีเมียร์ลีคแล้วมาทำธุรกิจ Fackbook อะไรนี่
อาจจะฟังดูเหมือนกับบทสวดมนต์แผ่เมตตา "แต่การได้ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง มันทำให้ผมตรัสรู้ชอบได้ด้วยตัวผมเอง" มันทำให้ผมมีเวลามากขึ้น ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น มีครั้งหนึ่งผมเคยฟังสัมภาษณ์ของพี่โหน่ง
วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ผู้ก่อตั้ง aday แกพูดเอาไว้ว่า
"เวลามีน้องๆ มาขอคำปรึกษาเรื่องอนาคต ก็มักจะถามผมว่าถ้าตอนนี้ไม่มีความฝัน ไม่รู้ว่าตัวเองรักอะไรและอยากทำอะไร ควรจะทำอย่างไงดี"
"ผมก็เลยบอกเขาไปว่า ต้องมองตัวเองให้มากขึ้น หยุด Connect กับคนอื่น แล้ว Connect กับตัวเองให้มากๆ วันนี้น้องอาจจะมาเรียนคณะที่เพื่อนน้องเรียน ตามเพื่อนมา บางคนก็ตามแฟนมา น้องใช้ชีวิตโดยขาดกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้ ไปไหนมาไหนกิจกรรมอะไรต้องตัวติดกันตลอด สิ่งเหล่านี้ล่ะที่มันกลืนกินน้องไปทีละนิดจนตกอยู่ในสภาพไร้ฝันไร้แรงบันดาลใจแบบนี้ หยุดฟังเสียงของคนรอบข้างแล้วน้องจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองครับ... "
ผมจำข้อความทั้งหมดไม่ได้ แต่ก็น่าจะประมาณนี้รีเฟลกซ์ที่เกิดขึ้นกับผมทันทีหลังจากได้ฟังประโยคนี้ก็คือ ความประทับใจอย่างสุดซึ้งและหาที่เปรียบมิได้ ผมง้างมือตัวเองฟาดเข้ากับหน้าขาฉาดๆๆๆ ทั้งแสบทั้งแดงแต่ช่างแม่งมัน เพราะความโดนใจ เห็นไหมระดับพี่โหน่งยังคิดอะไรเหมือนคนกากๆ อย่างกูเลย พวกมึง คอนเน็คกันผ่าน facebook มากเกินไปแล้ว ความรู้สึกส่วนตัวผมในตอนนั้นเหมือนกับได้ยืนอยู่บนฮ่านหมอลำบันเทิงศิลป์อะไรสักอย่าง แล้วก็มีพี่โหน่ง วงศ์ทนง ฉายไฟสปอร์ตไลต์นำทางมาให้เลยนะ
และด้วยประการฉะนี้เอง 2 ปีเต็มๆ ผมอยู่ด้วยตัวคนเดียวมาตลอด ไม่เหงาไม่เศร้าเลยสักนิด ผมอยากทำอะไรผมทำ อยากไปไหนผมก็ไป ใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่า 6W1H ผมก็มีอย่างพวกคุณนั้นล่ะเพียงแต่ผมไม่ได้ถ่ายรููปเอาไว้...............แล้วโพสต์ลง............ก็แค่นั้น
ก็ในเมื่อได้ดีแล้วจะกลับมาโลกโซเชียลนี้อีกทำไม ? ขอบคุณมากนะครับถ้าจะใช้ศัพท์สุภาพขนาดนี้เพื่อเอาคำตอบจาก
สุภาพบุรุษจตุคามรามเทพอย่างผม (แล้วมึงเสร่อกลับมาเล่นหาพ่อมึงหรอ) นึกว่าจะถามแบบนี้555
ว่ากันว่า
"ผู้หญิงชอบคนดี รักคนเลว แต่แต่งกับคนรวย" คิดเหมือนผมไหม...?
.
.
.
โคตรอยากเห็นหน้าอีนี่เลยว่ะ....อีสวยเิอ๊ย มึงเลือกได้จังนะ "เลือก" ผมอยากเอาคำๆ นี้ไปใช้นะ ตั้งแต่พวกเราได้เกิดมาเป็นคนนี่ก็ย่างเข้าปีที่ 20 แล้ว (โดยอำนาจตุลาการของผู้เขียนบทความ ผมขอผ่านร่างข้อบังคับนี้ให้มีผลบังคับใช้ไปถึงผู้อ่านทุกๆ คนด้วย ) เราล้วนผ่านสมรภูมิของการเลือกมานับครั้งไม่ถ้วน ทุกครั้งที่เราเลือกเราเอาอะไรมาตัดสินมาพิจารณา ให้เวลาคิด...............แม่งเย๊ิอะชิบหาย แหงล่ะเราไม่ใช่อีสวยบรรทัดข้างบนนี่หว่าที่จะเลือกได้ไปซะทุกอย่าง มันต้องมีหลุดมีหล่นมีตำหนิกันบ้าง
ตัวผมเองก็เหมือนกัน ทุกหนทางที่เราเลือกมันล้วนมีรอยเว้ารอยแหว่งแฝงอยู่ จากหน้าที่การงานอันเลื่อนลอยดุจปลุกไร้อ้อยอย่างผม ถ้าจะทำงานนี้ต่อไปมันก็ดีนะสบายไปวันๆ แต่นั่นมันคือการสร้างภาพไม่ใช่สิ มันคือการเอาด้านๆเดียวออกมาโชว์เปรียบก็เหมือน(สำนวนอย่างกับหลวงพ่อ) มีโลกอยู่หนึ่งใบแล้วเราเอามือเราจับมันไว้ไม่ให้มันหมุน หมายให้มันสว่างรับแสงอยู่ตลอดเวลา ใครผ่านไปมาก็เอาแต่ด้านสวยๆ นั้นให้เขาดู แต่ในความเป็นจริงมันยังมีด้านมืดด้านที่ไม่ถูกแสงอยู่ในทิศทางตรงข้าม มือน้อยๆของเรากำลังจะหมดแรง ในที่สุดไม่นานก็คงต้านแรงของธรรมชาติไม่ไหว ด้านมืดที่ถูกปิดไว้ก็คงต้องเผยออกมา มันมาแน่ด้านมืดมันมาแน่! ก่อนที่จะถึงวันนั้นผมจึงจำเป็นต้องกลับมา ภาระิัอันใหม่นี้หนักหนาเกินไปกว่าโลกส่วนตัวใบสวยของผมจะแบกไว้ไหว โลกไซเบอร์โซเชียลนี้จึงต้องกลายสภาพเป็นคำตอบ นี่แหล่ะสาเหตุและปัจจัยที่ผมต้อง "เลือก" ที่จะกลับมา (ภาพประกอบนี้สื่อถึงคำว่า "เลือก" นะโว่ย ไม่ใช่ว่ากูกระแดะทำนมใส่วิคแล้วไปนั่งในตู้นะ...)
ผมจำเป็นที่จะต้องกลับมาในโลกโซเชียลนี้ เพื่อเข้ามาสูบ! ดูด! จูบปาก และ เอา!
มุมมองใหม่ๆ ที่หลากหลายขึ้น อย่างเช่นเรื่องท่านชัชชาติ กับถุงป๊อบคอร์นนี่ ถ้าไม่เข้ามานี่ไม่รู้เลยนะนี่ ฮาาาาา เกินบรรยาย ....
"ธรรมชาติ" ส่งรอยยับย่นลงมาหยอกล้อกับเราเมื่อเราแก่ขึ้น T T ยังไ่ม่พอ!
ยังอุตส่าห์ส่งฝูงกายมบาลพร้อมบาทานับล้านๆ ทิ้งร่องรอยสามง่ามเต็มหางตาเราไปหมด
เป็นไปได้ไหมว่า
ธรรมชาติกำลังต้องการให้เราเรียนรู้อะัไรบางอย่าง ถึงได้ตั้งใจทิ้งลูกกะตาซิงๆ ใสๆ ของเราเอาไว้
ผมใช้สายตาหลายชั่วโมงมาก ในการส่องอัพเดทเรื่องราวของชาวบ้าน ยอมรับเลยว่าแอบอิจฉาอยู่ไม่น้อย
"แฟนมันสวยว่ะ"
"บ้านมันรวยเน๊าะ"
"ทำไมอ้วนจัง"
หลายคำถามหลุดออกมาจากหัวสมองกลวงๆ ของผม บางคนก็แต่งงานไปแล้ว หมั้นไปแล้ว มีลูกแล้วก็มี! อันนี้ไม่อิจฉานะเอาเป็นว่าขอให้มีความสุขมากๆแล้วกัน ถ้าเป็นเมื่อปีก่อนผมคงเอือมและส่ายหน้าหนี ลบรหัสไอดีทิ้งไปแล้ว แต่ตอนนี้มุมมองผมมันเปลี่ยนไป ผมไม่ได้ใช้เพียงสายตาที่ธรรมชาติให้มา แต่ผมได้ใ่ส่ทัศนคติที่ดีลงไปด้วย
อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะอย่าว่ากัน จากการพิจารณาค่อนไปทางเดาของผม ผมมองว่า คนเล่นเฟสบุ๊คเนี่ยะมีเหตุผลอยู่อย่างเดียวเลยคือ
"การแชร์ความทุกข์และความสุข" เอาที่ความสุขก่อนผมว่ามันเจ๋งมากเลยนะพวกคุณแม่งมีน้ำใจว่ะ ไปเที่ยวเมืองนอกกันมา...นี่มันทำให้พวกบ้านนอกอย่างผมตาลุกวาวเลยนะ ได้สัมผัสบ้านเมืองเขาแบบUnseen ไม่เหมือนดูในทีวีด้วย ซึ่งจะเป็นอะไรที่ดีมากเลยถ้าพวกมึงถ่ายรูปหน้าตัวเองให้น้อยลงกว่านี้ แล้วเน้นไปที่ลูกตามึงว่าที่พวกมึงไปมามึงเห็นห่าอะไรมาบ้างหน้าตาพวกมึงผ่านไป2ปีมันก็ไม่ได้ดูดีขึ้นเท่าไหร่หรอกถ้าจะพูดตรงๆแล้วอ่ะนะ บางคนที่มีแฟนก็จะมีรูปคู่หวานแหวว ประโยคคำคมหวานๆ แชร์กันไปมา คราวนี้ตาไม่ได้แค่ลุกวาวแต่ร้อนวาบๆเกือบจะปล่อยลำแสงทำลายล้างได้เลยทีเดียว ก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกน่ารักดี........ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน จนไม่เหลือที่ว่างให้กับความดันและเบาหวาน ก็พวกมึงเล่นแชร์ความดันหวานๆเหล่านั้น มาถึงกลุ่มคนมือที่สามอย่างพวกกูหมดแล้วนี่หว่า พวกโรค(หัวใจ) โรคภัย(ไข่)เจ็บ อะไรก็ส่งมาให้กูนี่ล่ะกูรับไว้เองเฮ่ย........
ตาของผมยังลุกวาวอยู่อีกอย่างไม่หยุดยั้งก้าวไปยังสิ่งที่หมาย เมื่อมันก็มีบางคนอีกที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นพิเศษ กิจกรรมต่างๆนาๆ กินข้าวกับพ่อแม่ ทำกับข้าวกินกัน จัดงานวันเกิดให้ยาย พาพ่อไปหาหมอที่โรงพยาบาลอะไรอย่างนี้ หรือแม้แต่อาบน้ำให้หมา มันอบอุ่นดีชะมัดเขาแชร์มาเราก็ยิ้มไปกับเขา ตามันลุกวาวมากไปมั้ง กลัวว่าจะไหม้มันเลยต้องส่งน้ำตาคลอๆ ออกมาหล่อเลี้ยงเอาไว้
"จะรักใครก็รักไป แต่อย่ารักเขามากกว่าครอบครัวตัวเอง" คนกลุ่มนี้คงอยากจะบอกแบบนี้กับทุกคนบนโลก
.
.
ถ้าความสุขเป็นสิ่งที่ส่งต่อถึงกันได้ โดยพื้นฐานของการ"แบ่งปัน"
ความทุกข์ก็สามารถส่งถึงกันได้ โดยเหตุผลของการ"แบ่งเบา"
เคยดู mv คนข้างๆ ของ 25 hour มันมีฉากนึงที่เรดี้สองคนนั่งข้างกัน อีกคนก็ร้องไห้ฟูมฟายโวยวายนู่นนี่ อีกคนไม่ได้ฟังนะนั่งกดมือถืออยู่ แต่ก็ยื่นกล่องทิชชู่มาให้ ฉากๆนี้สะท้อนภาำพความทุกข์ในโลกเฟสบุ๊คได้อย่างกลมกลืนในความรู้สึกผม มีคนจำนวนไม่น้อยนะที่ใช้โลกใบนี้เป็นที่ระบาย เชื่อว่าอย่างน้อยทุกคนก็ต้องเคยมีฟิวนี้ใช่ไหมล่ะ เอาตรงๆย้อนกลับไปช่วงที่ผมยังฝึกงานอยู่ผมนี่ระดับศาสดาเลยนะสำหรับโหมดนี้555
กูบ่นแม่งทุกวัน....
ทั้งหมดทั้งปวงไม่ใช่ว่าพวกเราเรียกร้องความสนใจอะไรหรอก เราแค่อยากได้รับการแบ่งเบาจากสิ่งที่เราแบกไว้อยู่ก็แค่นั้น เรารู้ดีทำไมจะไม่รู้ ว่าพวกมึงจะช่วยเหี๊ยะอะไรได้!! แต่สำหรับบางคนนะแค่เขาได้พูดอะไรออกมาแล้วมีคน(ยอม)ฟัง มันก็เป็นการเยียวยาแผลใจให้กับเขาแล้ว
เชื่อไหม ถ้าการโพสต์ท่าถ่ายรูปแล้วชู2นิ้วคือท่าสิ้นคิด ประโยคสุดฮิตอย่างคำว่า "สู้ๆ" แม่งสิ้นคิดกว่าอีก แต่สำหรับคนที่กร้านชีวิตมาจริงๆ มันจะเป็นอะไรที่ฮึกเหิมมาก ให้กำลังใจกันนะครับอย่านิ่งเฉย พวกเขาต้องการมันไม่มีใครเป็นบ้า เตะบอลอัดข้างฝาอยู่คนเดียวไปตลอดหรอกนะครับ
.
.
.
สุขก็......แชร์ ทุกข์ก็.........แชร์ facebook ก็เป็นอย่างงี้ คงไม่มีใครปฏิเสธแต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนี้
"ถ้าเราจะแชร์เราแชร์เรื่องของเราได้ แต่ทุกวันนี้่เราทำมันมากกว่าการแชร์เรื่องของตัวเองรึเปล่า?"
ในสถานการณ์บ้านเมืองที่คาบลูกคาบดอกแบบนี้ มันก็เป็นธรรมดาที่ข้อมูลข่าวสารมันจะหลั่งไหลดิ่งๆเข้ามาตบกกหูเราอยู่ทุกวัน เราจะรู้ได้ยังไงว่าข่าวที่เราได้มามันจะมีความจริงติ่งอยู่แค่ไหน มันเป็นข่างลือหรือเปล่า มันมีอะไรมาช่วยยืนยันไหมนอกจากคำว่า
"ก็เล่าๆต่อกันมา ส่งต่อกันมา" อาจจะแย้งได้ว่า
"อันนี้มาจากสำนักข่าวใหญ่เลยนะ แหล่งข่าวน่าเชื่อถือมาก"
ถ้ายึดถือ นปช. Nation ก็ไม่น่าเชื่อถือ ถ้าเชื่อถือ กปปส. มติชน ก็ไม่น่ายึดถือ ตามหาความจริงสู้กับโคนัน ง่ายกว่าหาความจริงจากพื้นที่สื่อครับผมพูดแบบนี้ดีกว่า อะำไรก็ตามบนโลกใบนี้ลองมันไม่ใช่ของๆเรา เราไม่มีทางรู้หรอก แล้วมันยุติธรรม(กับคนอื่น)แล้วหรือ ถ้าเรายังจะแชร์เีรื่องราวที่เรา"ไม่รู้จริง" ออกไปสู่สาธารณะ......
ไม่ใช่เฉพาะแต่เรื่องการเมืองเฮงซวยอะไรนี่นะ เรื่องดาราบัดซบ คบชู้ หรืออะไรทำนองนี้ก็ด้วย เรื่อง
บางเรื่องเกิดที่นี่ก็จบที่นี่ แต่เดี๋ยวนี้เกิดที่นี่ไปจบอยู่อาลาสก้ากับหมีภูเขาพู่น!
ศักยภาพของเฟสบุ๊คมีมากเหลือเกิน เกินจนน่ากลัวในบางครั้ง ชนิดที่คนดีๆอาจกลายเป็นขี้ได้ในชั่วข้ามคืน เรารับข้อมูลมาเราเห็นมันน่าสนใจ ผมอยากจะให้ช้าลงสักนิดตั้งจิตให้มั่นถามตัวเองก่อนไหมว่าเรามีความรู้กับสารนั้นมากแค่ไหน นี่อะำำไรเรายังอ่านไม่่จบเห็นแค่พาดหัว นิ้วแม่งจุ่มอยู่ปุ่มแชร์แล้ว อ่านๆไปได้นิดหน่อยยังไม่จบนะ รู้สึกอารมณ์มันขึ้นโว่ยเหลือบตามาเห็นช่องข้างล่าง กูใส่ความคิดเห็นลงไปหน่อยดีกว่า คือใส่แม่งทั้งๆที่ไม่รู้ห่าอะไรนี่ล่ะ มันทำให้กูดูฉลาดขึ้นไหมผมไม่รู้ แต่ที่รู้คือคนที่จะได้รับการแชร์จากคุณกำลังจะได้รับสารที่ผ่านการ Jailbreak เข้าซะแล้ว ลองคิดดูมันมีคนที่ทำแบบนี้เติมนิดเติมหน่อย เหยาะน้ำมันหอยใส่น้ำปลาอยู่มากแค่ไหน คุณไม่เห็นใจ
หมีอาลาสก้าตัวสุดท้ายของผมเลยหรือ......
เพื่อนคนหนึ่งบอกผมว่า
"กูชอบเล่นเฟสบุ๊ค มันได้เผยตัวตนของคนดี" ความหมายของมันก็คือ จะเขียนอะไรก็ได้ จะพูดอะไรก็ได้ ไม่ต้องดัดแปลงเสแสร้ง จะเหี๊ยะจะสัสสส จะหอย จะปอยตรีชฎา อะไรก็ได้ เสรีภาพดี แล้วมันจะทำให้เรารู้สันดานสัตว์ป่าของคนแต่ละคน คนสวยๆบางคนดูดีแต่หน้า คำพูดคำจาก็หมาดีๆนี่แหล่ะ บางคนทำงานใส่ชุดฟอร์มอย่างหรูพอมีโอกาสแฮงค์เอาท์ก็เมาปลิ้นสิ้นสภาพจั้มข้าวเหนียวจิ้มลาบสารพัดคำด่าพรั่งพรูเต็มไทม์ไลน์ไปหมด ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่าถูกของมันนะ ไม่ได้เถียงอะไร แต่มันถูกไม่หมดว่ะ มันเห็นแก่ตัวมากไปและไร้ควาามรับผิดชอบสิ้นดี ถ้า facebook มันมีเพื่อนแค่2คน กูกับมึงก็ไม่เป็นไร แต่นี่มันเป็นร้อยเป็นพันกระจายไปทั่วพื้นปัฐพีอย่างรวดเร็ว ความขัดแย้งของคนในสังคมก็อาจจะมาจากพฤติกรรมอันธพาลหน้าจอแบบนี้ก็เป็นได้ กูเมนต์แรงๆ เอาหยาบๆเข้าไว้ กูขอคมๆแนวๆล่าไลท์ไว้แลกข้าวอะไรพวกนี้ โดยไม่มีความรู้จริงใช้อารมณ์ล้วนๆคิดสักนิดตั้งสติดีๆครับ จะแชร์จะโพสต์อะไร
ย้อนกลับไปยุค14 ตุลา ก็เพราะข่าวลือนิดๆหน่อยๆนี่มิใช่หรือ ที่ทำให้เกิดสงครามการเมืองขึ้้นมาได้ นี่ขนาดยังไม่มีโลกโซเชียลอย่างสมัยนี้นะ......
"น้ำผึ้งหยดเดียว แม้มันจะหวานสู้น้ำตาลไม่ได้ แต่มันก็สามารถเรียกมดออกมาได้มากเหมือนๆกันเลยนะ"
จะเรื่องอะไรก็ตามถ้ามันเป็นเรื่องของเรา เรามีสิทธิ์ที่จะแชร์แบ่งปันความสุข หรือแบ่งเบาความทุกข์ได้ แต่เมื่อไหร่ที่มันเป็นเรื่องของคนอื่นผมอยากจะให้ใช้เวลากับมันสักนิด ก่อนที่จะแชร์มันออกไป
ตอนนี้เองก็เหมือนกัน คุณกำลังอ่านเรื่องของผมอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องของคนอื่นสำหรับคุณ
คุณจะกดแชร์ไหม......? ด้วยความสัตย์จริงผมไม่มีสิทธิ์จะถามคุณแบบนั้นหรอก เหลิม สุนันทา มึงเป็นใครวะ มึงพิมพ์มหากาพย์อะไรมาให้กูอ่าน ปีนึงกูอ่านหนังสือไม่ถึง 8 บรรทัดถ้าในเฟสบุ๊คเกิน3บรรทัดนี่กูก็ก่ายหน้าผากแล้วกูเหนื่อย.......การที่กูพยุงสายตามาถึงนี่ได้ก็เพราะกรรมเก่าของมึงหรอกนะ เป็นบุญหำมึงแค่ไหนแล้ว หัดเจียมจู๋มึงหน่อยดิวะจะถามอะไรน่ะ
ใช่ครับมันไม่ได้ยากสักนิดถ้าจะพิพากษาบทความกากๆของผมแบบนั้น
แต่ถ้าคนเขียนบทความบทนี้ไม่ใช่ผมล่ะ เขากลับเป็นญาติพี่น้องของคุณ เป็นแฟน เป็นเพื่อนสนิทที่ได้กันแล้วของคุณ เป็นแกนนำกปปส. หรือ นปช. หรือเหล่าดารา ซีเรปที่คุณเคารพรัก.....
.
.
.
คุณจะกดแชร์....หรือเปล่า????
มันเลือกยากใช่ไหมล่ะ ทีนี้เข้าใจผมหรือยังเวลาเราเจอสถานการณ์ที่บีบให้ต้องเลือก โดยที่ตัวเรายังไม่พร้อม ก็ไม่น่าแปลกเลยที่เราจะต้องมองหารอยแยกบนแผ่นดินเพื่อแทรกตัวหนี หลบไปสักที่หนึ่ง ชาร์ตแบตกลับมาลั้ลลากับประสบการณ์ เพื่อเริ่มต้นสู้กับมันใหม่อีกครั้ง เมื่อถึงวันนั้นวันที่เราพร้อม....การเลือกก็จะไม่ใช่เรื่องที่ยากสำหรับเราอีกต่อไป...
"สูญหายซะบ้าง.....ก็สบายใจดี"
มันแค่สูญหายครับ มันไม่ได้ตายไปจริงๆ สักหน่อย